มูลนิธิเอ็นไลฟ ร่วมจัดพาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม เชิญชวนประชาชนมาร่วมกันแสดงพลังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในงาน Good Society Expo เทศกาลทำดีหวังผล 9-11 มิถุนายน 2560 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

9-11 มิถุนายน 2560,

        มูลนิธิเอ็นไลฟ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO, มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดพาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม ในงาน Good Society Expo เทศกาลทำดีหวังผล เมื่อวันที่ 9-11 มิถุนายน 2560 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมน้อมนำศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนมุ่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยนำเสนอประเด็นสำคัญ “คุณเท่านั้นที่ทำได้” มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากทุกการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน การเดินทาง การรับประทานอาหาร และการท่องเที่ยว ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น จึงมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนมีส่วนช่วยร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเชิญชวนประชาชนมาร่วมเป็นอาสารักษ์โลก ทำดีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ใกล้ตัว

 



 

      โดยในพาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม นอกจากจะนำเสนอโครงการต่างๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งกิจกรรมเสวนาพูดคุยในประเด็นสิ่งแวดล้อมจากผู้ที่ทำงานทางด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากองค์การเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และกิจกรรม Work Shop เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ และในส่วนของการร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทางมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้สนับสนุนให้ Social Enterprise คือ บริษัท กรีน สไตล์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และนกฮูก กรุ๊ป ได้มาร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ในงานนี้ด้วย



     นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่อยอดจากภายในงาน เพื่อมุ่งหวังให้ทุกคนเป็น Active Citizen โดยเปิดรับ “อาสาสมัครสิ่งแวดล้อม” ขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนผู้สนใจสร้างประสบการณ์งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภาคสนามหลังงานนี้ อาทิ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้เปิดรับอาสาสมัครเพื่อร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนที่ “บ้านขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ” ซึ่งเป็นชุมชนมอญเล็กๆ ที่เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลจนวัดและหมู่บ้านหายไปกว่า 3 ตารางกิโลเมตร และร่วมเป็นอาสาสมัครในโครงการมวลชนพัฒนาฟื้นผืนป่าแผ่นดินอีสานใต้ ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอาสาสมัครจะได้มาร่วมเก็บข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับงานวิจัยและฟื้นฟูป่า อีกทั้งยังได้ซึมซับ ประทับใจ เห็นคุณค่าธรรมชาติ และวิถีชุมชน นอกจากนี้ ทางสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ได้เปิดรับอาสาสมัครเพื่อมาเป็นเครือข่ายป่าครอบครัวกับ BEDO เพื่อให้ความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้ พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาใช้ประโยชน์ภายในครอบครัว หรือนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ และทางด้านมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ได้เปิดรับ “อาสาสมัคร ร่วมปันแรง ปันรู้” เพื่อลงพื้นที่แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน



       

         นอกจากนี้ ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มูลนิธิเอ็นไลฟ ได้นำเสนอข้อมูลและองค์ความรู้และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมในโครงการต่างๆ ของมูลนิธิเอ็นไลฟ อาทิ โครงการอนุรักษ์พันธุ์หอยชักตีน โครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล (การสร้างแนวปะการังเทียม) และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ใน “เทศกาลกีฬาทางน้ำจังหวัดกระบี่” (KRABI Water Sport Festival) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2560 นี้ ที่จังหวัดกระบี่

          พาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม ในงาน Good Society Expo เทศกาลทำดีหวังผล ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจาก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,500 คน และมีผู้ที่สนใจลงทะเบียนร่วมเป็นอาสาสมัครเพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในกิจกรรมต่อยอดขององค์กรต่างๆ กว่า 500 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและมีความสนใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้มีความสวยงาม อุดมสมบูรณ์ และคงอยู่ตลอดไป

 


ทรัพยากรธรรมชาติกำลังขาดทุน   ถึงเวลา... ตอบแทนคุณระบบนิเวศ สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวกระบี่ยั่งยืน

28 พฤษภาคม 2560,

    จังหวัดกระบี่มีภูมิประเทศที่สวยงาม มีชายฝั่งติดกับทะเลอันดามันยาวกว่า 160 กิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวนกว่า 150 เกาะ และหมู่เกาะเหล่านั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับโลก  ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางธรรมชาติ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนการท่องเที่ยวได้อย่างดี  ทำให้การท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นทุกปี  โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 4 รองจากกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และชลบุรี  โดยในปี 2559 มีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 84,886 ล้านบาท และมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนในจังหวัดกระบี่ถึง 5,778,898 คน แต่ทว่ามูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยว และ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นนั้น  กลับส่งผลกระทบในทางลบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เกิดปัญหามลภาวะ ขยะ น้้าเสีย ความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

    ด้วยทุกภาคส่วนในจังหวัดกระบี่เล็งเห็นถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น และมีจุดมุ่งหมายเดียวกันว่า เมื่อเราใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือระบบนิเวศในด้านการท่องเที่ยวแล้ว  เราควรจะต้องมีการตอบแทนคุณให้แก่ระบบนิเวศ เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงอยู่และก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาการท่องเที่ยว   จึงเกิดแนวคิดความร่วมมือกัน โดยการจัด “การประชุมจุดประกายขยายแนวคิด Start Up : PES เพื่อการท่องเที่ยวกระบี่ยั่งยืน”  ด้วยความร่วมมือของ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. หน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  มูลนิธิเอ็นไลฟ  และจังหวัดกระบี่  ในการจัดการประชุมระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกระบี่ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานราชการ  องค์กรเอกชน   ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน รวมกว่า 150 คน เข้าร่วมการประชุมเมื่อวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายแนวคิดและการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่พร้อมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น

   พลเอก สุรศักดิ์  กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานในการประชุมและผู้มอบนโยบายในเรื่องการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ควบคู่ไปกับการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่อย่างยั่งยืน กล่าวว่า “เนื่องด้วย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี  องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity) โดยในปี 2560 นี้ สำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ  ขององค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดหัวข้อการรณรงค์ คือ ความหลากหลายทางชีวภาพกับการท่องเที่ยวยั่งยืน (Biodiversity and Sustainable Tourism) ที่กำหนดกรอบการจัดการการท่องเที่ยวของโลกให้คำนึงถึงความสามารถการรองรับของธรรมชาติ  การดำรงอยู่ของชุมชน  การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน  ซึ่งประเทศไทยได้ขานรับและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และด้วยหน้าที่หลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงคงอยู่ และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน เพราะสิ่งเหล่านี้คือมรดกอันล้ำค่าของแผ่นดิน  เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องรักษามรดกนี้ไว้ส่งต่อให้ลูกหลาน  เราจึงต้องหาแนวทางเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยให้ทรัพยากรธรรมชาติยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป”

   ซึ่งแนวความคิดที่จะทำให้การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการท่องเที่ยวและพัฒนาควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน ทาง สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ได้นำเครื่องมือหนึ่งที่เรียกว่า PES – Payment for Ecosystem Services หรือ การตอบแทนคุณระบบนิเวศ  นำมาใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้จังหวัดกระบี่

     

    นายสุรเดช  บุณยวัฒน  รองประธานกรรมการมูลนิธิเอ็นไลฟ  องค์กรที่ร่วมรณรงค์การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดกระบี่  หนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมให้เกิดการประชุมในครั้งนี้ กล่าวว่า “จุดขายของจังหวัดกระบี่อยู่ที่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่สวยงาม  และเป็นจังหวัดที่มีการบริหารจัดการพื้นที่การท่องเที่ยวเป็นอย่างดี คือ เป็นจังหวัดที่ไม่มีบานานาโบ้ท  ไม่มีเจ็ตสกี  ไม่มีร่มและเตียงผ้าใบตามชายหาด และหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจังหวัดกระบี่ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเรื่องการท่องเที่ยวที่เติบโตมากขึ้น  จำนวนนักท่องเที่ยว            มากขึ้น  สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย พื้นที่สีเขียวลดน้อยลง และธรรมชาติที่เคยสวยงามวันนี้ถูกรบกวนและเริ่มได้รับผลกระทบ  เราทุกฝ่ายจึงต้องหาแนวทางร่วมกันเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของจังหวัดกระบี่ให้เป็นเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน  เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาขยะและน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันดูแลทั้งจังหวัด  ต้องร่วมกันรณรงค์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร่วมกันตอบแทนคุณระบบนิเวศ  โดยอาจใช้แนวทางของพื้นที่ที่มีระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ดีอยู่แล้ว อย่างเช่น พื้นที่เกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ และ พื้นที่ไร่เลย์-แหลมพระนาง ในจังหวัดกระบี่ ให้เป็นตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งเพื่อนำร่องและเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่  เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวกระบี่ให้ยั่งยืนได้”

    นายธีรพจน์  กษิรวัฒน์  นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะลันตา กล่าวถึงมุมมองในภาคส่วนตัวแทนผู้ประกอบการว่า “กระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่เราขายในเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสสร้างงานให้คนในท้องถิ่น  และถ้าความสวยงามของธรรมชาติในจังหวัดกระบี่ยังคงอยู่   ก็จะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเป็นประจำทุกปี  แต่ทุกวันนี้ประเด็นที่เป็นปัญหามาพร้อมกับธุรกิจท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในจังหวัดกระบี่ อันดับแรก คือ ปัญหาขยะ และ น้ำเสีย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวไทย  ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้นกลับให้ความสนใจที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องขยะเยอะมากบางคนมาทำงานอาสากระจายอยู่หลายกลุ่ม บางคนเกณฑ์กันมาทั้งครอบครัวเพื่อมาช่วยทำความสะอาด  ซึ่งในเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมอยากให้คนไทยเองสนใจและใส่ใจมากกว่านี้”

    “การท่องเที่ยวของกระบี่เราบอกว่าเราพัฒนาเมืองภายใต้แนวคิด Krabi Go Green หรือ การพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราต้องทำในทุกบริบท การท่องเที่ยวต้องเป็นมิตรกับการเกษตร เป็นมิตรกับการประมง การท่องเที่ยวกระบี่ไม่ใช่การสร้างรายได้เฉพาะในด้านของผู้ประกอบการภาคธุรกิจเท่านั้น  แต่ควรเป็นการท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้คนทุกภาคส่วนมีโอกาสได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวด้วย  เรื่องของการดูแลให้เกิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน  การท่องเที่ยวที่ลดการใช้ทรัพยากร  ผมว่าทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม  เช่น  เด็กและเยาวชนควรจะได้รับการปลูกฝังให้รู้จักการหวงแหน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ  คนทั้งเมืองกระบี่จะต้องมีส่วนช่วยดูแล และเมื่อถึงตรงนั้นทุกคนก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน  การที่เราต้องการให้กระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เมืองน่าอยู่ และ เมืองน่าเที่ยว ต้องมาด้วยกัน เพียงแค่ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด ก็ทำให้คนที่มาท่องเที่ยวและคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นมีความสุขมากแล้ว ซึ่งผมว่าสิ่งนี้ควรจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในเรื่องของการท่องเที่ยว ที่จะสามารถสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในจังหวัดกระบี่ได้” นายธีรพจน์ กล่าว

    นายอมฤต  ศิริพรจุฑากุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า “วันนี้ ถ้าจะทำท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ต้องหยุดการเจริญเติบโต หยุดการเดินไปข้างหน้า เพื่อทบทวนความล้มเหลวในอดีต แล้วมาแก้ไขกันใหม่ ต้องหยุดเพื่อมาดูเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการ เพราะวันนี้มีทั้งเรื่องขยะ น้ำเสีย  ที่ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ ที่ผ่านมา เมื่อปี 2530 ในพื้นที่เกาะพีพี เคยมีการทำวิจัยเรื่อง Carrying Capacity ของเกาะพีพี แต่ไม่เคยได้มีการนำมาใช้ประโยชน์  ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับมาทบทวนเรื่องการกำหนดปริมาณนักท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดกระบี่  และคนในพื้นที่เองผู้ประกอบการเองก็ต้องร่วมมือกันจับมือกันเดินหน้า มองดูเผินๆ มูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่อาจจะมากขึ้น แต่อย่าหลงระเริงกับจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวและจำนวนรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น  เพราะหากเทียบกับต้นทุนมูลค่าทางด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่สูญเสียไปตอนนี้เราอาจขาดทุนอยู่ก็เป็นได้”

     “วันนี้คุณตอบแทนระบบนิเวศแล้วหรือยัง” เป็นคำกล่าวที่ นายประดิษฐ์  จันทร์ทอง  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองประสงค์ จังหวัดกระบี่ มุ่งหวังให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ หรือคนในชุมชนท้องถิ่น หันมาถามตัวเอง  เพราะธุรกิจท่องเที่ยวในวันนี้มีความสำคัญต่อคนจังหวัดกระบี่เป็นอย่างมาก เพราะการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ให้กับคนทุกระดับ และทุกวันนี้ทุกคนเห็นตรงกันหมดว่าทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยวมีการเกี่ยวพันกัน  ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ภูเขา ทะเล แม่น้ำลำคลองต่างๆ คือต้นทุนที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ให้ ในวันนี้เราเก็บเกี่ยวและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่กันอย่างฟุ่มเฟือย  ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันดูและรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน โดยเมื่อเริ่มตระหนักกันแล้ว ต้องลงมือทำเพื่อให้การท่องเที่ยวกระบี่มีความยั่งยืนในเชิงของทรัพยากรธรรมชาติต่อไป

    “ในพื้นที่ตำบลคลองประสงค์เอง สิ่งที่ถือเป็นการตอบแทนคุณระบบนิเวศ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่ทำในตอนนี้มี 3 เรื่องหลัก เรื่องแรก คือการเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีป่าชายเลน มีต้นไม้ ชาวบ้านจะต้องเฝ้าระวังว่าอย่าให้มีการตัดไม้ และในแม่น้ำลำคลองก็ช่วยเฝ้าระวังเรื่องการทำประมงแบบผิดกฎหมาย ไม่ให้มีการจับสัตว์น้ำในวัยอ่อน เรื่องที่สอง คือ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน ป่าบก ต้นไม้หน้าบ้าน ต้นไม้ริมนา และเรื่องที่สาม คือ ความร่วมมือกันจัดตั้งกองทุนเพื่อการอนุรักษ์ โดยการนำรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการการท่องเที่ยวของเรา มาใช้เป็นกองทุนหมุนเวียนในการดูแลทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะ การปลูกต้นไม้ เป็นต้น เพื่อนำมาบริหารจัดการดูแลพื้นที่ธรรมชาติให้คงอยู่คู่กับการท่องเที่ยวต่อไป” นายประดิษฐ์ กล่าว

    ดร.เดชรัต  สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เกษตร และทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เข้ามาร่วมเสนอแนวทางสู่การท่องเที่ยวกระบี่ยั่งยืนในการประชุมครั้งนี้ กล่าวว่า “ผมชอบวิธีการตั้งคำถามของชาวกระบี่ ในขณะที่ชาวกระบี่มีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมาก แต่พี่น้องกระบี่ไม่เคยนิ่งนอนใจ และอยากรู้คำตอบว่า เราชาวกระบี่ใช้ธรรมชาติไปเท่าไรแล้ว ซึ่งผมเลยไปขอความช่วยเหลือจาก ดร. จตุพร เทียรมา จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาช่วยคำนวณการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และมูลค่าการให้บริการของระบบนิเวศ โดย ดร. จตุพร ได้ใช้ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน มาเปรียบเทียบการใช้ที่ดินของจังหวัดกระบี่ ซึ่งในช่วงระหว่างปี 2550 - 2555 จำนวนนักท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ เพิ่มขึ้นจาก 1.54 ล้านคน มาเป็น 3.16 ล้านคน เรียกว่า เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวภายในเวลา 5 ปี และในช่วงเวลาดังกล่าว รายได้จากการท่องเที่ยวของกระบี่ได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 21,000 ล้านบาท เป็น 48,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัดเพิ่มขึ้นจาก 50,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 76,000 ล้านบาทต่อปี  ซึ่งแปลว่า ในช่วง 5 ปีดังกล่าวชาวกระบี่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 26,000 - 27,000 ล้านบาทในช่วงเวลา 5 ปี แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน พื้นที่เมืองของกระบี่เพิ่มขึ้น 10,600 ไร่ แถมยังมีพื้นที่โล่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (เช่น ที่ดินถมรอการก่อสร้างหรือรอขาย) เพิ่มขึ้นอีก 27,400 ไร่ ส่วนพื้นที่ทางธรรมชาติสำคัญๆ ที่หายไป ประกอบด้วย ป่าไม้หายไป 13,600 ไร่ พื้นที่ชายฝั่งหายไป 11,200 ไร่ พื้นที่ชุ่มน้ำหายไป 7,500 ไร่ และพื้นที่ไม้ยืนต้น (ที่ไม่ใช่ป่า) หายไปอีก 7,500 ไร่

    แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์การใช้ที่ดิน แต่นั้นก็ทำให้ระบบนิเวศในภาพรวมเสียหายไปส่วนหนึ่ง เมื่อ ดร.จตุพร ได้เทียบเป็นมูลค่าแล้วพบว่า มูลค่าการให้บริการของระบบนิเวศแต่ละปีของจังหวัดกระบี่ลดลงไปถึง 10,160 ล้านบาท ดังนั้น แปลว่า ในขณะที่ชาวกระบี่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 26,000 ล้านบาท มูลค่าการให้บริการของระบบนิเวศกลับลดลงกว่า 10,000 ล้านบาท หรือเกือบ 40% ของรายได้ที่เพิ่มขึ้น และหากเจาะลึกลงถึงบริการทางระบบนิเวศที่สูญเสียไปจะพบว่า บริการทางระบบนิเวศที่สูญเสียไปมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ การช่วยกำจัดของเสียโดยธรรมชาติ การชะลอการพังทลายของดิน การช่วยอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน การบรรเทาความผันผวนของภูมิอากาศ และภาวะอากาศแปรปรวน ซึ่งการสูญเสียทั้ง 5 ด้านกำลังคุกคามวิถีชีวิตของชาวกระบี่ ไม่ว่าจะในแง่ของคุณภาพของน้ำทะเลที่ลดลง ไม่ว่าในด้านความขุ่นหรือแบคทีเรีย การเผชิญภัยพิบัติที่บ่อยครั้งขึ้น เช่น น้ำท่วม และความสมบูรณ์ของอาหารทะเล เพราะฉะนั้น ถ้าปล่อยไปแบบนี้ วิถีการพัฒนาของกระบี่จะไม่ยั่งยืน

   ชาวกระบี่จึงมุ่งมั่นตั้งใจที่ตอบแทนคุณระบบนิเวศ โดยแนวคิด “การหยอดกระปุกเขียว” หรือ Payment for ecosystem services (PES) ซึ่งก็คือ การที่ผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้กำหนดแนวคิดและแนวทางในการ “หยอดกระปุกเขียว” ไว้ 9 แนวทางด้วยกัน ซึ่งสามารถทำได้ทั้งโดยกลไกรัฐ กลไกเอกชน และกลไกภาคประชาสังคม และนอกจากนี้ชาวกระบี่ยังเลือกพื้นที่เป้าหมายที่จะทดลองไว้ 3 พื้นที่ ได้แก่ ไร่เลย์ เกาะกลาง-คลองประสงค์ และเกาะลันตา โดยจะเริ่มศึกษาถึงขีดความสามารถในการรองรับการท่องเที่ยว (อย่าใช้เกิน) การนำรูปแบบการหยอดกระปุกเขียวทั้ง 9 แบบไปใช้งานจริง (ใช้แล้วหยอดเพิ่มด้วย) และการสร้างฐานความรู้ในเชิงปฏิบัติการ (ใช้อย่างฉลาดขึ้น) ใน 3 พื้นที่ข้างต้น ไปพร้อมกันด้วย

   “แม้ว่าทุกอย่างจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้น และยังจะต้องเดินทางกันอีกไกล แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า ด้วยวิธีคิดและวิธีตั้งคำถามของชาวกระบี่ การพัฒนากระบี่จะไม่หลงใหลไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไม่ลืมหูลืมตา” ดร.เดชรัต กล่าว

 

    นายพินิจ  บุญเลิศ  ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์ของจังหวัดกระบี่ คือ การพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) และเพิ่มศักยภาพให้ได้มาตรฐานในระดับสากล พร้อมกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  ทางจังหวัดเองมีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระบี่สีเขียว Krabi Go Green ภายใต้นโยบาย Krabi Global City ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะทำให้จังหวัดกระบี่กลายเป็นจังหวัดสีเขียว ที่หันมาใช้การพัฒนาแบบยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และการใช้พลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

   “ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความสำคัญและร่วมมือกันเพื่อช่วยกันหาแนวทางในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวกระบี่ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน  เพราะจังหวัดกระบี่ มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม เป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่ชาวกระบี่ไม่ต้องลงทุนสร้างเอง แค่เพียงทุกคนทุกภาคส่วนช่วยกันรักษาไว้ให้ยังคงอยู่  ก็เพียงพอต่อการพัฒนาจังหวัดให้ก้าวไปสู่คำว่า กระบี่สีเขียว หรือ Krabi Go Green ได้อย่างแท้จริง” นายพินิจ กล่าว

   ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้นทุนความสมบูรณ์ที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ให้ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยังเอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว  ดังนั้นการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศไม่ควรถูกปล่อยปะละเลยให้เป็นภาระของผู้ที่อยู่ในชุมชนแต่เพียงฝ่ายเดียว  แต่ควรเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศ ต้องร่วมกันดูแล อนุรักษ์ ฟื้นฟู เพื่อให้ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความยั่งยืน เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนไปพร้อมกัน

 

ข้อมูลประกอบ

  โครงการตอบแทนคุณระบบนิเวศ หรือ Payment for Ecosystem services (PES) เป็นแนวคิดในการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ในการประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของระบบนิเวศ และส่งเสริมให้ “ผู้ใช้บริการ” หรือ “ผู้ได้รับประโยชน์” จากระบบนิเวศ ทำการจ่ายหรือตอบแทนคุณระบบนิเวศในรูปแบบต่างๆ ให้กับผู้ทำหน้าที่ดูแล รักษา อนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศนั้นๆ เพื่อให้คงไว้ซึ่งบริการหรือประโยชน์อย่างยั่งยืนที่ได้รับจากระบบนิเวศ และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ที่ดูแล รักษา อนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินงาน มีศักยภาพการดำเนินงานที่สูงขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รูปแบบการหยอดกระปุกเขียว 9 รูปแบบ ที่สามารถทำได้โดยภาคส่วนต่างๆ

ภาครัฐ : การเก็บค่าเข้าใช้บริการ
ภาครัฐ : การสนับสนุนผ่านบริการสาธารณะ
ภาครัฐ : การลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนสีเขียว
ภาครัฐ : การจัดซื้อจากผู้ลงทุนสีเขียวที่มีมาตรฐาน
ภาคเอกชน : การตลาดสีเขียว
ภาคเอกชน : การลงทุนในธุรกิจใหม่ (ธุรกิจสีเขียว)
ภาคเอกชน : การรับรองสิทธิชุมชนที่ดูแลรักษาพื้นที่
ภาคประชาสังคม : การลงทุนในชุมชนสีเขียว
ภาคประชาสังคม : การสมทบทุนพุ่งเป้า

 


การจัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการกีฬาเรือพายเยาวชน จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 1

20 พฤษภาคม– 20 มิถุนายน 2560 , 

        มูลนิธิเอ็นไลฟ ร่วมกับ สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย และศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดกระบี่   จัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการเรือพายเยาวชนจังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 1  20 พ.ค. – 20 มิ.ย. 60 นี้ เสริมสร้างทักษะกีฬาเรือพายให้เยาวชน พร้อมปลูกจิตสำนึกรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ

 มูลนิธิเอ็นไลฟ ร่วมกับ สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย และศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดกระบี่ จัดค่ายอบรมเชิงปฎิบัติการพายเรือเยาวชนครั้งที่ 1 ให้แก่นักเรียนและเยาวชนในจังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน 2560 ที่ลานปูดำ จังหวัดกระบี่  โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนในการทำกิจกรรม ในวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 16.00 – 18.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00 – 18.00 น.  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พัฒนาเยาวชนให้ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนมาเล่นกีฬา เพื่อส่งเสริมศักยภาพ และทักษะในกีฬาทางน้ำประเภทเรือพายให้กับกลุ่มเยาวชนในจังหวัดกระบี่  เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศ  และสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษามากขึ้นในระดับอุดมศึกษาด้วยความสามารถทางการกีฬา เป็นการสอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน  เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล และยังเป็นการปลูกจิตสำนึกในการหวงแหน  ดูแล และพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้แก่เยาวชน ด้วยกีฬาเรือพายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

 

 


การประชุมจุดประกายขยายแนวคิด Start Up : PES เพื่อการท่องเที่ยวกระบี่ยั่งยืน

24  พฤษภาคม 2560 , 

 มูลนิธิเอ็นไลฟ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และจังหวัดกระบี่ จัดประชุมทุกภาคส่วนในจังหวัดกระบี่  จุดประกายขยายแนวคิด “Start Up : PES เพื่อการท่องเที่ยวกระบี่ยั่งยืน”

 

    มูลนิธิเอ็นไลฟ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. หน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดกระบี่ จัดประชุมระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกระบี่ ทั้งหน่วยงานราชการ  องค์กรเอกชน   ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน ในการประชุมจุดประกายขยายแนวคิด “Start Up : PES เพื่อการท่องเที่ยวกระบี่ยั่งยืน” ในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2560 เวลา 8.30 – 17.30 น. ณ ห้องประชุมพนมเบญจา ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดกระบี่ 9/10  โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีและมอบนโยบาย  เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายแนวคิดและการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่พร้อมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งในปี 2560 นี้ สำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ  ได้กำหนดหัวข้อวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ คือ “Biodiversity and Sustainable Tourism” ที่ให้คำนึงถึงการท่องเที่ยวที่อยู่ในขีดความสามารถการรองรับของธรรมชาติ การดำรงอยู่ของชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

     โครงการตอบแทนคุณระบบนิเวศ หรือ Payment for Ecosystem services (PES) เป็นแนวคิดในการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ในการประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของระบบนิเวศ และส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการหรือได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศ ตอบแทนคุณระบบนิเวศในรูปแบบต่างๆ ให้กับผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษา อนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศนั้นๆ เพื่อให้คงไว้ซึ่งบริการหรือประโยชน์อย่างยั่งยืนที่ได้รับจากระบบนิเวศ และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ที่ดูแลรักษา อนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินงาน มีศักยภาพการดำเนินงานที่สูงขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ 
   แนวคิดของ PES เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนได้วิธีหนึ่ง โดยการทำกิจกรรมอนุรักษ์ให้เป็นอาชีพเสริม ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ผู้ประกอบการก็จะมีความมั่นคงในบริการระบบนิเวศที่ใช้บริการอยู่ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ รวมถึงภาครัฐจะได้กำลังเสริมในด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูจากภาคเอกชนและประชาชนอย่างเป็นระบบ จึงควรจะมีการนำแนวทางของ PES มาประยุกต์ใช้ให้เป็นรูปธรรมในวงกว้างต่อไป โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ผู้ประกอบการต่างๆ ควรต้องคิดต้นทุนด้านบริการระนิเวศและจ่ายตอบแทนในรูปแบบการอนุรักษ์ เพื่อความยั่งยืนของบริการระบบนิเวศเพื่อการท่องเที่ยวของประเทศในอนาคต

 


Pankan Road – where buying is giving

30th – 31st May 2015, the Ninth Shopping Center, Rama 9, Bangkok

       Volunteerism and sharing are the established ideas of this event. To raise the fund for local underprivileged student across Thailand through Yhuvabhadhana Foundation, volunteers were encouraged to take place as the sharing distributors based on their interests. Second-hand-cloths shop, book, fortune teller, game, dessert, food and beverage vendors were introduced to the strollers in the Ninth Shopping Center as their purchasing would finally turn into scholarships for those who are in needs.

          EnLive Foundation, with the idea of participating encouragement, also launched the shop which contained organic product from Krabi province such as Sungyod Rice, renowned brown rice of the south, Cashew Nut and Palm Candy. Those products were actually bought from local community, hence buying them definitely helps improve and sustain their income. Moreover, the revenue from those products will be a part of EnLive Foundation environmental project’s budget.

    Interested to have organic food and support locals at the same time? Contact www.facebook.com/enlivefoundation or This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  Telephone02 – 301 – 1108 to make an order or more information. 

 


Krabi Dog Conch Release 2015

7th April 2015, Sriboya Island, Krabi

       Dog Conch is one of the most important sea animals that are at risk of extinction and they are locally found in Krabi. It became the famous delicacy of the Southern since its taste. Therefore, with the cooperation of Krabi Coastal Fisheries Research and Development Center, Electricity Generating Authority of Thailand (Krabi Offiice), local organizations and villagers, Dog Conch conservation area had been established in many coastal villages in Krabi, including Baan Lung Koh on Sriboya Island. For the past 5 years (since 2010) there were young Dog Conch had been released into those preserved area and protected until be able to breed which led to the rising of population of Dog Conch in the area.

        On 7th April 2015, there was another Dog Conch releasing activity on Sriboya Island to release 40,000 Dog Conches into its natural home. The activity has been successfully done by the villagers, participants from relating local organizations, also EnLive Foundation.

       “To conserve natural resources such as dog conch is no one’s responsibility but locals who are engaged with those resources at all time” said the Chief of Sriboya Sub-district Organization. Raising awareness of Dog Conch conservation has been gradually rising since the Fisheries Department and EnLive Foundation launched the project few years ago and seem to have more accomplishment as the time goes.


EnLive Foundation at ‘2nd Thailand Volunteer Expo’

January 17 – 18, 2015 - Central World, Bangkok, Thailand

        Successfully finished with the ‘2nd Thailand Volunteer Expo’, the area for Thai social work organizations and social enterprise to show and share their business model as to inspire participants in this expo. Moreover, this event aimed to create the society of volunteerism in the modern forms of Thai society.

         EnLive Foundation also took part as the exhibitor in this expo. Promoting and advertising what we do for environment through video presentation, photo albums and conversations were the main parts of our booth. Not only those PR job but also, we recruit young blood audiences to be volunteers for foundation activity. With really good feedback from the strollers, more than 50 volunteers were subscribed to be EnLive helpers. 

Main Menu

Home      Sand Story
About Us      News and Updates
Our Works  Contact Us
Annual Report  Volunteers (coming soon)